วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วัฒนธรรมประเพณีในจังหวัดชัยภูมิ


ศิลปะ-วัตนธรรม-ประเพณี
งานฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล
ที่ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด และสี่แยกอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล ช่วงเดือนมกราคมของทุกปี มีขบวนแห่สักการะอนุสาวรีย์เจ้าพ่อ ขบวนถวายช้างแด่เจ้าพ่อ และขบวนแห่ของอำเภอต่างๆ มีการประกวดผลิตผลทางการเกษตร
งานแห่เทียนเข้าพรรษา
เป็น งานที่เทศบาลเมืองชัยภูมิจัดขึ้นทุกปี ประมาณเดือนกรกฎาคม มีการประกวดเทียนพรรษาที่ประดิษฐ์อย่างสวยงาม มีงานประเพณีอื่นๆ ที่จัดเป็นประจำทุกปี
งานบุญบั้งไฟ
หรือบุญเดือนหก จัดประมาณเดือนพฤษภาคม
งานบุญข้าวจี่
เป็นการฉลองเมื่อเสร็จสิ้นการทำนา จัดประมาณเดือนกุมภาพันธ์
งานบุญพระเวส
หรืองานบุญเดือนสี่ จัดประมาณเดือนมีนาคม มีการเทศน์มหาชาติ

 งานประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อพระยาแล
จัดที่บริเวณศาลหนองปลาเฒ่า ระหว่างวันที่ 12-20 พฤษภาคม ของทุกปี ชาวบ้านจะไปเคารพสักการะดวงวิญญาณของเจ้าพ่อ และรำถวายเจ้าพ่อที่ศาลหลังเก่า
ประเพณีรำผีฟ้า
เป็น การรำบวงสรวงเป็นกลุ่มๆ ที่ภูพระ ซึ่งมีพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินทราย ที่ชาวบ้านเชื่อว่า มีความศักดิ์สิทธิ์มาก จะมีขึ้นในระหว่างวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 5 คือเดือนเมษายน และในวันเข้าพรรษา วันออกพรรษา
งานบุญเดือนสี่
เป็นงานประเพณีของชาวอำเภอคอนสาร ในวันขึ้น 1-3 ค่ำ เดือน 5 ราวกลางเดือนมีนาคม ในงานนี้ชาวบ้านจะนิยมเล่นสะบ้า แข่งขันกันเพื่อชิงรางวัล และความสนุกสนานในบริเวณวัดเจดีย์ อำเภอคอนสาร

บุคคลสำคัญของจังหวัดชัยภูมิ



พระยาภักดีชุมพล (แล)  คน ทั่วไปนิยมเรียกว่า เจ้าพ่อพระยาแล รับราชการอยู่ในสำนักเจ้าอนุวงศ์ ในตำแหน่งพี่เลี้ยงราชบุตรเจ้าอนุวงศ์ ต่อมาท้าวแลได้อพยพครอบครัว และบริวารเดินทางข้ามแม่น้ำโขง ที่ท่าเมืองชัยบุรี เข้ามาถึงเมืองหนองบัวลำภู เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๐  แล้วมาตั้งหลักแหล่ง ที่บ้านน้ำขุ่นคลองอีสาน (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา)  ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๖๒  ได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่โนนน้ำอ้อมชีลอง  (ปัจจุบัน อยู่ในเขตอำเภอเมือง ฯ) ท้าวแล ได้ส่งส่วยอากรผ้าขาว เกณฑ์ชายฉกรรจ์ ไปบรรณาการแก่เจ้าอนุวงศ์ จึงได้รับปูนบำเหน็จให้มีบรรดาศักดิ์ เป็น ขุนภักดีชุมพล ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๖๕ มีผู้คนมาตั้งบ้านเรือนเพิ่มขึ้น  ขุน ภักดี ฯ จึงได้อพยพผู้คนมาตั้งถิ่นฐาน อยู่ระหว่างบ้านหนองหลอดกับบ้านหนองปลาเฒ่า ให้ชื่อบ้านใหม่ว่า บ้านหลวง ปี พ.ศ.๒๓๖๗ ขุนภักดี ฯ ได้นำทองคำพร้อมส่วยฤชากร ชายฉกรรจ์ ไปบรรณาการแก่เจ้าอนุวงศ์ และขอให้เจ้าอนุวงศ์ตั้งชื่อเมืองที่ตนตั้งรกรากอยู่ เจ้าอนุวงศ์ได้ตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองชัยภูมิ แล้วได้นำทองคำพร้อมส่วยของขุนภักดี ฯ ไปถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกราบบังคมทูล ขอเลื่อนบรรดาศักดิ์ขุนภักดี ฯ เป็นพระยาภักดีชุมพล และยกบ้านหลวงเป็นเมืองชัยภูมิ ก็ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้ตามที่ขอพระราชทาน พระยาภักดีชุมพลได้รับสาส์นด้วยความปลื้มปิติ พร้อมกับประกาศแก่ประชาชนให้มาร่วมรับทราบ และตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนา และชาติไทยจนชั่วชีวิต
พระยาฤทธิฤาชัย
      พระยาฤทธิฤาชัย  ในปี พ.ศ.๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฏยกกองทัพมากวาดต้อนผู้คนในหัวเมืองภาคอีสาน และเข้ายึดเมืองนครราชสีมา
                ใน ครั้งนั้น ขุนพลนายด่านบ้านช่วนทราบข่าวกบฏ จึงได้ยกกำลังไปสมทบช่วยปราบกบฏได้คุมครัวไทยส่วนหนึ่งที่อยู่ที่บ้านมะ เริ่ง ขุนพลนายด่าน ฯ ได้แต่งหนังสือหลอก ส่งเข้าไปในค่ายเจ้าอนุวงศ์ มีใจความว่า "ขณะที่ลาวกำลังกวาดต้อนผู้คนอยู่ที่เมืองนครราชสีมานี้ กองทัพเมืองเชียงใหม่ ได้ยกไปกวาดต้อนครัวเมืองเวียงจันทน์แล้ว"
                หลัง จากนั้น ขุนพลนายด่าน ฯ ได้ให้คนถือหนังสือไปถึงพระยาปลัด และกรมการเมืองนครราชสีมา เพื่อนัดวันเข้าตีกองทัพเวียงจันทน์ และตัวขุนพลนายด่าน ฯ จะช่วยยกกำลังเข้าตีกระหนาบอีกด้านหนึ่ง แต่ยังไม่ทันเข้าโจมตีก็ได้ทราบข่าวว่า เจ้าอนุวงศ์ถอยทัพออกจากเมืองนครราชสีมา ขุนพลนายด่าน ฯ จึงได้นำกำลังเข้าสมทบ กับกองทัพหลวงจากกรุงเทพ ฯ สู้รบกับฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ต่อไป
                เมื่อ เสร็จการปราบกบฏแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานบำเหน็จความชอบขุนพลนายด่าน ฯ เป็นพระยาฤทธิฤาชัย และให้ยกฐานะด่านช่วน ขึ้นเป็นเมืองบำเหน็จณรงค์ ให้พระยาฤทธิฤาชัยเป็นเจ้าเมืองบำเหน็จณรงค์ ถือศักดินา ๑,๐๐๐ ไร่ พระราชทานเครื่องยศ ถาดหมาก คณโฑเงินสำรับหนึ่ง สัปทนแพรคันหนึ่ง เสื้อเข้มขาบก้านแย่งตัวหนึ่ง แพรศรีติจ์ครีบผืนหนึ่ง แพรขาวห่มผืนหนึ่ง ผ้าส่านวิลาตผืนหนึ่ง ผ้าม่วงจีนผืนหนึ่ง

 ภิกษุสงฆ์
นักแสดง
นักมวย
นักร้อง

สินค้า OTOP และสินค้าพื้นเมือง


ประวัติความเป็นมา   ผ้า ไหมมัดหมี่อำเภอบ้านเขว้า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุ ควบคู่กับชุมชนชาวอำเภอบ้านเขว้ามาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งเริ่มมาจากการทอเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันจากปู่ย่า ตายายสู่ลูกหลาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญามา
จากบรรพบุรุษ ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เน้นความปราณีตสวยงาม ละเอียดอ่อนลวดลายบนผืนผ้าได้แนวคิดจากวิถีในการดำรงชีวิตที่อาศัยธรรมชาติ ที่อยุ่รอบข้างมาเป็นแนวคิดในการออกแบบลวดลายบนผืนผ้า เช่น สายน้ำไหล ต้นไม้ ซึ่งผ้าไหมมัดหมี่เป็นผ้าเป็นผ้าที่มีคุณค่าในอดีตกาลนิยมใส่ไปในงานพิธีที่ เป็นมงคล ผ้าไหมจึงเป็นศิริมงคลแกผู้ส่วมใส่
กระบวนการขั้นตอนการผลิต
1. นำเส้นไหมมาฟอกย้อม
2. นำเส้นไหมที่ฟอกย้อมเสร็จแล้ว มามัดลวดลาย ลายมัดหมี่ตามแบบ
3. นำเส้นไหมที่มัดลายมัดหมี่แล้ว ไปย้อมสีและโอบสีตามที่กำหนด
4. นำเส้นไหมไปทอด้วยฟืม (ทอด้วยมือ)
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ลวดลายสวยงาม ละเอียดอ่อน เนื้อแน่นหนา สีสันสวยงาม
ปริมาณการผลิต 2000 เมตรต่อเดือน
ราคา 250 บาทต่อเมตร
สถานที่จำหน่าย - 111/4 หมู่ที่ 1 ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ 0-4483-9103,0-1549-0700
- ร้านไก่ผ้าไหมทอมือ
สนใจสั่งซื้อ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบ้านเขว้า โทร 0-4489-1106


ประวัติความเป็นมา ผ้า ไหมมัดหมี่อำเภอบ้านเขว้า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ควบคู่กับชุมชนอำเภอบ้านเขว้ามาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งเริ่มจากการทอผ้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันจากปู่ยาตายาย สู่ลูกหลาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เน้นความปราณีต ละเอียดอ่อน ลวดลายบนผืนผ้าได้แนวคิดมาจากวิถีชีวิตในการดำรงชีวิตที่อาศัยธรรมชาติที่ อยู่รอบข้างมาเป็นแนวคิดในการออกแบบลวดลายบนผืนผ้า ผ้าไหมมัดหมี่เป็นผ้าที่มีคุณค่า ในอดีตกาลผ้ามัดหมี่นิยมสวมใส่ไปในงานพีธีที่เป็นศิริมงคล ผ้าไหมมัดหมี่จึงเป็นศิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ และผ้าไหมมัดหมี่ลายขัดพื้นฐาน เป็นลายดังเดิมที่อยู่คู่กับอำเภอบ้านเขว้ามาแล้วร้อยปี
กระบวนการขั้นตอนการผลิต นำเส้นไหมมาฟอกย้อม
2. มัดลายลาย ลายมัดหมี่ตามแบบ
3. นำเส้นไหมที่มัดลวดลายมัดหมี่แล้ว นำไปย้อมสีและโอบสี
4. นำไปทอทอด้วยฟืม (ทอมือ)
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ เนื้อผ้าแน่น ลวดลายละเอียด สวยงามแสดงถึงความเป็นโบราณ
ปริมาณการผลิต 120 เมตรต่อเดือน
ราคา 1500 บาทต่อเมตร
สถานที่จำหน่าย - 542/2 หมู่ที่ 1 ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ 0-4449-1037
สนใจสั่งซื้อ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชัยภูมิ โทร 0-4489-1106  

ประวัติความเป็นมา ผ้า ไหมมัดหมี่อำเภอบ้านเขว้า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุ ควบคู่กับชุมชนชาวอำเภอบ้านเขว้ามาตั้งแต่อดีตกาลซึ่งเริ่มจากการทอผ้าใช้ใน ชีวิตประจำวันจากพ่อแม่สู่ลูก จากลูกสู่หลาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษ ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เน้นความปราณีต ละเอียดอ่อน ลวดลายบนผืนผ้าได้แนวคิดจากวิถีในการดดำรงชีวิต ที่อาศัยธรรมชาติที่อยู่รอบข้างมาเป็นแบบในการคิดลวดลาย เช่น สายน้ำไหล ต้นไม้ ซึ่งผ้าไหมมัดหมี่เป็นผ้าที่มีคุณค่า ในอดีตกาลนิยมใส่ไปในงานพิธีที่เป็นศิริมงคล ผ้าไหมจึงเป็นศิริมงคลแก่ผู้สวมใส่
กระบวนการขั้นตอนการผลิต นำเส้นไหมมาฟอก
2. มัดลวดลายตามแบบ
3. นำเส้นไหมที่มัดลวดลายมาย้อมสีและโอบสี
4. นำไปทอด้วยฟืม (ทอมือ)
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ลวดลายประยุกต์ มีความปราณีตทันสมัย สีสดใสสวยงาม
ปริมาณการผลิต 120 เมตรต่อเดือน
เมตละ 1,200 บาท
สถานที่จำหน่าย - 456 หมู่ที่ 2 ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ 0-4483-9560, 0-1306-6217
- 456 หมู่ที่ 2 ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ 0-4483-9560,0-1306-6217
สนใจสั่งซื้อ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบ้านเขว้า โทร 0-4489-1106  


ประวัติความเป็นมา ผ้า ไหมมัดหมี่อำเภอบ้านเขว้า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุ ควบคู่กับชุมชนชาวอำเภอบ้านเขว้ามาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งเริ่มจากการทอผ้าใช้ในชีวิตประจำวันจากปู่ย่า ตายาย สู่ ลูกหลาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษ ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เน้นความปราณีต ละเอียดอ่อน ลวดลายบนพื้นผ้าได้แนวคิดจากวิถีชีวิตในการดำรงชีวิต ที่อาศัยธรรมชาติที่อยู่รอบข้างมาเป็นแบบในการคิดลวดลาย ซึ่งผ้าไหมัดหมี่ลายสายการบินได้แนวคิดจากผู้ผลิตได้เห็นตราของสายการบิน ไทย ที่อยู่บนเครื่องบินจะได้นำมาเป็นแนวคิดในการคิดลวดลายบนผืนผ้า และผ้าไหมมัดหมี่เป็นผ้าที่มีคุณค่า ในอดีตกาลนิยมใส่ไปในงานพิธีที่เป็นศิริมงคล ผ้าไหมจึงเป็นศิริมงคลแก่ผู้สวมใส่
กระบวนการขั้นตอนการผลิต
1. นำเส้นไหมมาฟอกย้อม
2. นำเส้นไหมที่ฟอกย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มามัดลวดลาย มัดหมี่ตามลายที่กำหนด
3. นำเส้นไหมที่มัดหมี่แล้ว ไปย้อมสีและโอบสีตามกำหนด
4. นำไปทอด้วยฟืม (ทอด้วยมือ)
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ลวดลายและสีสวยงาม สีไม่ตก เนื้อผ้าแน่นหนา
ปริมาณการผลิต 240 เมตรต่อเดือน
ราคา เมตรละ 750 บาท
สถานที่จำหน่าย - เลขที่ 4 หมู่ที่ 6 ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ 0-4489-1202 ,0-1565-4751
- 37/1 หมู่ที่ 6 ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ 0-4489-1202 ,0-1565-4751
สนใจสั่งซื้อ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบ้านเขว้า โทรศัพท์ 0-4489-1106  


ประวัติความเป็นมา อีสาน เป็นภาคที่นิยมรับประทานปลาร้า ซึ่งเป็นการถนอมอาหารเพื่อไว้ใช้รับประทานในฤดูขาดแคลน และเพื่อใช้เป็นเครื่องเทศในการประกอบอาหารประกอบประจำภาค โดยเป็นการสืบทอดภูมิปัญญามาจากสมัยบรรพบุรุษ โดยการนำปลาชนิดต่าง ๆ เช่น ปลากระดี่ ปลาหมอ ที่มีขนาดปานกลาง มาหมักไว้ประมาณ 1 ปี แล้วนำมาแปรรูปเป็นปลาร้าบองเพื่อให้ได้อาหารที่มีรสชาติ แปลกใหม่ปรุงรสด้วยสมุนไพร เช่น ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ใบมะกรูด ทำเก็บไว้ได้นาน และสมุนไพรที่ผสมในปลาร้าบองเป็นผลดีต่อสุขภาพ
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ สะอาด รสชาดอร่อย
ปริมาณการผลิต 500 กระปุกต่อเดือน
ราคา กระปุก 15 บาท
สถานที่จำหน่าย - 19 หมู่ที่ 1 บ้านขวาน้อย ต.บุ่งคล้า อ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ 0-1265-4025
สนใจสั่งซื้อ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองชัยภูมิ โทรศัพท์ 0-4481-2915  


วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยว


มอหินขาว
                    ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติภูแลนคา เป็นกลุ่มหินขนาดใหญ่จำนวน 3 กลุ่ม โดยจะมีหินทรายก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเป็นสีขาวและโดดเด่นในพื้นที่ และเป็นที่มาของคำว่า มอหินขาว และในบริเวณยังมีเสาหินขนาดใหญ่จำนวน 5 เสา ตั้งเรียงรายกันเป็นแถว มีความสูงประมาณ 12 เมตร นอกจากนั้นยังมีแท่นหินที่มีรูปร่างคล้ายเรือ เจดีย์ หอเอียงเมืองปิซ่า และคล้ายกระดองเต่า ซึ่งจัดเป็นกลุ่มหินที่ 1 กลุ่มหินที่ 2 อยู่ห่างออกไป แท่นหินจะมีรูปร่างแปลกแตกต่างกันออกไป และเมื่อห่างออกไปอีกประมาณ 1,500 เมตร จะเป็นกลุ่มหินที่ 3 ที่ เป็นแท่นหินและเสาหินขนาดเล็ก โดยลาดเอียงขึ้นไปจดหน้าผาที่มีชื่อว่า ผาหัวนาก และบริเวณมอหินขาวยังเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิ
ที่มาของชื่อ มอหินขาว: เดิมพื้นที่แถวนี้เป็นป่า ต่อมาได้มีคนมาบุกเบิกทำไร่ และก็เห็นมีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ทั่วไปแต่ ก็ไม่ได้สนใจอะไร ที่ไร่มันสำปะหลัง (ในสมัยนั้น) ของลุงก็มีก้อนหินใหญ่ขึ้นทั่วไป แต่ที่ลุงเห็นว่าแปลกประหลาดมาก ก็คือก้อนหินใหญ่ 5 ก้อน ที่ในทุกคืนวันพระ (15 ค่ำ, 8 ค่ำ) จะมีแสงสีขาวส่องขึ้นมา คนเฒ่าคนแก่สมัยนั้น เลยเรียกที่นี่ว่ามอหินขาวสโตนเฮนจ์ เมืองไทยเสา หินและแท่งหิน ที่มอหินขาวส่วนใหญ่เป็นหินทรายสีขาว นอกจากนี้ก็ยังมี หินทรายแป้ง หินโคลน หินทรายสีม่วง ซึ่งสันนิษฐานว่าก้อนหินขนาดยักษ์เหล่านี้มีอายุประมาณ 175-195 ล้านปี และเกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทรายแป้งและดินเหนียว
กลุ่มหินของมอหินขาวกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด คือ กลุ่มหินแรกที่มี
เสาหินขนาดใหญ่ 5 ต้นเรียงรายกันอยู่ เสาหินเหล่านี้มีความสูงราว 12 เมตร ต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดต้องใช้คนโอบไม่น้อยกว่า 20 คน เชื่อว่าที่นี่จะได้รับความนิยมในบ้านเราในเวลาไม่นานนัก


อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม

        "อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม" เดิมรู้จักกันในชื่อ "ป่าเทพสถิต" ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิมของจังหวัดชัยภูมิ อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่านายางกลัก ในท้องที่ตำบลโป่งนก ตำบลนายางกลัก ตำบลบ้านไร่ ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ มีสภาพป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสัก มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่งโดยเฉพาะทุ่งดอกกระเจียว มีพื้นที่ประมาณ 112 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 70,000 ไร่

         
  สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามใน "อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม" มีมากมาย ได้แก่...


         "ทุ่งดอกกระเจียว" กระเจียวเป็นพืชล้มลุกประเภทหัว พบเป็นพันธุ์ไม้ประจำถิ่นที่ขึ้นมากที่สุดในประเทศไทย ณ แห่งนี้ ปกติจะพบขึ้นกระจายทั่วไปตั้งแต่ลานหินงามจนถึงจุดชมวิวสุดแผ่นดิน 1 กิโลเมตร ดอกกระเจียวจะขึ้นและบานเป็นสีชมพูอมม่วงในช่วงต้นฤดูฝนเท่านั้น คือ เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี
          
   "ลานหินงาม" เป็นลานหินที่มีรูปร่างแปลกในพื้นที่กว่า 10 ไร่ เกิดจากการกัดเซาะเนื้อดินและหินในส่วนที่จับตัวกันอย่างเบาบางหลุดออกไป นานวันเข้าจึงเกิดโขดหินที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน มองดูสวยงามเป็นที่อัศจรรย์ (รูปแปลกๆ ไปตามจินตนาการ) สำหรับลานหินงามนี้อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีทางรถยนต์เข้าถึง

           "จุดชมวิวสุดแผ่นดิน" เป็นหน้าผาสูงชันและเป็นจุดที่สูงสุดของเทือกเขาพังเหย ซึ่งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม (846 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง) ซึ่งเกิดจากการยกตัวของพื้นที่เป็นที่ราบสูงภาคอีสาน จึงเป็นรอยต่อระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน ทำให้เรียกบริเวณนี้ว่า สุดแผ่นดินณ จุดนี้จะเห็นทิวทัศน์ของสันเขาพังเหย และเขตพื้นที่ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จุดชุมวิวนี้อยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

          ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ตู้ ปณ. 2 ปทจ.เทพสถิตย์ อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ 36230 โทร. 08-1307-1673 



                                                                                                                 

                 ต่อกันที่ "อุทยานแห่งชาติไทรทอง" ตั้ง อยู่ที่อำเภอหนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ครอบคลุมพื้นที่ป่าบนเทือกเขาพังเหย ในอำเภอหนองบัวระเหว เทพสถิต ภักดีชุมพล และหนองบัวแดง มีเนื้อที่ 319 ตาราง กิโลเมตร เป็นป่าต้นน้ำลำธารของลำห้วยหลายสาย ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำชี อย่างไรก็ตาม ที่นี่นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์สวยงาม โดยภายในเขตอุทยานฯ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ...
               "น้ำตกไทรทอง" ห่างจากที่ทำการ 1 กิโลเมตรไปตามทางรถยนต์และเดินเท้าอีก 400 เมตร เป็นน้ำตกชั้นเตี้ยๆ สูงเพียง 5 เมตร แต่มีความกว้างประมาณ 80 เมตร ด้านหน้าเป็นแอ่งน้ำใหญ่ สามารถลงเล่นน้ำได้ เหนือน้ำตกมีวังน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า วังเงือก สายน้ำไหลไปตามแก่งหินที่ลาดต่ำลงที่ละน้อย มีความยาวไม่ต่ำกว่า 100 เมตร
              "น้ำตกชวนชม" อยู่เหนือน้ำตกไทรทองไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 2 กิโลเมตร น้ำตกมีความสูง 20 เมตร รอบบริเวณมีต้นไม้ร่มรื่น
             "ผาพ่อเมือง" เป็นแนวหน้าผาตามสันเขาพังเหยด้านตะวันตก ตามเส้นทางขึ้นสู่ทุ่งบัวสวรรค์ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700 - 900 เมตร มองลงไปเป็นตัวอำเภอภักดีชุมพล และเทือกเขาพญาฝ่อ ที่กั้นระหว่างจังหวัดชัยภูมิกับจังหวัดเพชรบูรณ์
              "ผาหำหด" ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นสันเขาตรงจุดสูงสุดของเทือกเขาพังเหย สูงจากระดับน้ำทะเล 864 เมตร เป็นจุดชมวิวมองเห็นทิวทัศน์สวยงาม และมีชะง่อนหินยื่นออกไปจากหน้าผา เป็นจุดที่ถ่ายภาพได้สวยงาม แต่ก็แอบแฝงไปด้วยความน่าหวาดเสียว
          "ทุ่งบัวสวรรค์" หรือ ทุ่งดอกกระเจียว อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 12 กิโลเมตร ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนสิงหาคม ต้นกระเจียวจะออกดอกสวยงามเต็มทุ่ง มีทั้งดอกสีชมพูและสีขาว นอกจากนี้ ในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน มกราคม บริเวณนี้จะมีพรรณไม้จำพวกดุสิตา สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน กระดุมทอง ขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ การเดินทางไปทุ่งดอกกระเจียวสามารถขับรถหรือเช่ารถกระบะจากที่ทำการอุทยานฯ ไปยังลานจอดรถและลานกางเต็นท์ ระยะทาง 9 กิโลเมตร ค่าเช่ารถคันละ 500 บาท และจากนั้นเป็นเส้นทางเดินเท้าผ่านผาพ่อเมือง ผาหำหด ผาเพลินใจ ทุ่งบัวสวรรค์ 2 (ดอกกระเจียวสีชมพู) ทุ่งดอกกระเจียวขาว ผาอาทิตย์อัสดง  ตามลำดับ ระยะทางเดินเท้าจากลานจอดรถไปผาหำหด 300 เมตร และไปทุ่งบัวสวรรค์สีชมพูและสีขาว เป็นระยะทางอีก 1,300 เมตร และ 700 เมตร ตามลำดับ  ช่วงที่มีดอกกระเจียวเป็นช่วงฤดูฝน นักท่องเที่ยวควรเตรียมร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวไปด้วยนะคะ
        "จุดชมวิวเขาพังเหย" อยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 225 (ชัยภูมิ - นครสวรรค์) ประมาณกิโลเมตรที่ 70 เป็น ที่แวะพักรถยนต์และชมทิวทัศน์ของผืนป่า และแนวสันเขาสลับซับซ้อนของเขาพังเหย เมื่อมองลงไปเบื้องล่างจะเห็นที่ราบภาคกลางในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นบริเวณ กว้าง โดยเฉพาะในช่วงยามเย็นที่พระอาทิตย์อัสดงจะสวยงามมาก
ปรางค์กู่ อยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง เขตอำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๓ กิโลเมตร
ประวัติความเป็นมา
ปรางค์กู่ เป็นอโรคยาศาลสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ระหว่าง พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๓ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีข้อความว่าให้อยู่ใต้พระบารมีของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงการแพทย์คือ พระไภษัชยคุรุไวทูรยประภา ผู้ประทานความสุขเกษมและความไม่มีโรคให้แก่ประชาชน ปัจจุบันเป็นโบราณสถานที่สำคัญและมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ
ลักษณะทั่วไป
ปรางค์กู่เป็นปราสาทอีกแห่งหนึ่ง ที่มีแผนผังและลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทที่ได้พบหลักฐานว่าเป็นอโรคยาศาล ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นั่นคือ มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง ๑ องค์ วิหารหรือบรรณาลัยด้านหน้า ๑ หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีโคปุระเฉพาะด้านหน้าทั้งหมด ก่อด้วยศิลาแลงยกเว้นกรอบประตูหน้าต่าง ทับหลัง เสาประดับเป็นหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก นอกกำแพงตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ ๑ สระ ยังคงสภาพสมบูรณ์ดีมาก โดยเฉพาะปรางค์ประธานซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ๕ เมตร ย่อมุมไม้สิบสอง ด้านหน้ามีประตูเข้าออกทำเป็นมุขยื่นออกมา ผนังปรางค์อีก ๓ ด้านเป็นประตูหลอก เหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือยังคงมีทับหลังติดอยู่ จำหลักภาพตรงกลางเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิเหนือหน้ากาล ซึ่งจับท่อนพวงมาลัยไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้านข้างทางซ้ายและขวาจำหลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ กร กับรูปนางปรัชญาปารมิตา ด้านหน้ามีทับหลังเช่นกัน สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพเดียวกัน แต่ปัจจุบันลบเลือนมาก ที่ช่องประตูหลอกด้านทิศเหนือยังมีพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวาราวดี ขนาดสูง ๑.๗๕ เมตร หน้าตักกว้าง ๗.๕ เมตร ประดิษฐานอยู่ ๑ องค์ ซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น นอกจากนี้ยังพบทับหลังและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอื่น ๆ เช่น เสาประดับประตู
หลักฐานที่พบ
นอกกำแพงตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ ๑ สระ ยังคงสภาพสมบูรณ์ดีมาก โดยเฉพาะปรางค์ประธานซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด ๕ เมตร ย่อมุมไม้สิบสองด้านหน้ามีประตูเข้าออกทำเป็นมุขยื่นออกมา ผนังปรางค์มี ๓ ด้าน เป็นประตูหลอก เหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือยังมีทับหลังติดอยู่ จำหลักภาพตรงกลางเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิเหนือกาล ซึ่อถือพวงมาลัยไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้านข้างทางซ้ายและขวาจำหลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ กร กับรูปนางปรัชญาปารมิตาด้านหน้ามีทับหลังเช่นกัน สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพเดียวกัน แต่ปัจจุบันลบเลือนมากที่ช่องประตูหลอกด้านทิศเหนือยังมีพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวาราวดี ขนาดสูง ๑.๗๕ เมตร หน้าตักกว้าง ๗.๕ เมตร ประดิษฐาน
อยู่ ๑ องค์ ซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่นนอกจากนี้ยังพบทับหลังและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอื่นๆ เช่น เสาประดับประตู
เส้นทางเข้าสู่สถานที่สำคัญ
จากจังหวัดชัยภูมิมาตามทางหลวงหมายเลข ๒๐๒ ประมาณ ๑ กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวขวาเข้าปรางค์กู่เป็นระยะทาง ๒ กิโลเมตร